ดราม่า Drama, ดูหนังออนไลน์, หนังไทย

By The Time It Gets Dark | ดาวคะนอง (2016)

By-The-Time-It-Gets-Dark (2016)

 

สวัสดีค่ะ วันนี้เรามารู้จักหนังไทยที่ได้รับเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทยเพื่อเข้าชิงรางวัล ‘หนังภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม’ ในเวทีออสการ์ ปี 2017 กับ หนังชนโรง เรื่อง ดาวคะนอง โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ ‘ความกล้าหาญ’ ในการนำประเด็นต้องห้าม และความกล้าเชิงศิลปะในการสร้างหนังที่ไม่เป็นไปตามขนบ แต่ก็อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ไม่เข้าตากรรมการออสการ์เช่นกัน อีกทั้งเป็นหนังเอเชียที่มักถูกเวทีออสการ์มองข้ามไป

By-The-Time-It-Gets-Dark (2016)

By the Time It Gets Dark ภาพยนตร์แนว ดราม่า Drama เป็นผลงานกำกับ เขียนบทและโปรดิวซ์ของ อโนชา สุวิชากรพงศ์ ซึ่งเคยมีผลงานกำกับอย่าง เจ้านกกระจอก (Mundane History) มาแล้ว หนังเล่าเรื่องราวชีวิตของผู้คนหลากหลายที่ได้มาเกี่ยวข้องกัน เช่น นักศึกษาหญิงแอคติวิสต์ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ผู้กำกับหญิงที่ต้องการนำชีวิตของแอ็กติวิสต์คนนั้นมาสร้างเป็นหนัง นักแสดงชาย-หญิงที่รับบทในหนังเรื่องดังกล่าว ซึ่งมีสัมพันธ์กันในชีวิตจริง และหญิงสาวผู้เปลี่ยนงานเป็นประจำ เป็นต้น

โดยหนังเป็น 2 พาร์ทตามความเข้าใจของเราเอง พาร์ทแรกนั้นเป็นเรื่องของผู้กำกับคนหนึ่งที่อยากทำหนังเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลา โดยขอสัมภาษณ์แต้ว (รัศมี เผ่าเหลืองทอง) นักเขียนผู้เคยเป็นแกนนำนักศึกษาในช่วงเวลานั้น และพาร์ทสองที่ดูจะไม่เกี่ยวข้องกับ 6 ตุลาใดๆ เลย คือเรื่องราวของ ปีเตอร์(เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ) นักแสดงหนุ่ม กับชีวิตประจำวันของเขา และเรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่ง ที่ชอบเปลี่ยนอาชีพบ่อยๆ การแบ่งพาร์ททั้งสองพาร์ทอย่างหยาบๆ นั้น เพื่อทำให้สามารถเขียนถึงหนังได้อย่างชัดเจนมากขึ้น แม้ในความจริงแล้วหนังมีการตัดสลับเป็นห้วงๆ ไม่ปะติปะต่อ ขาดตอนระหว่างตัวละครต่างๆ ไม่มีต้นกลางจบ  และที่สำคัญหนังยังเทน้ำหนักไปกับการให้คนดูได้ดู ‘กระบวนการถ่ายทำภาพยนตร์’ ในภาพยนตร์อีกด้วย หรือที่เรียกกันว่า Metacinema ซึ่งบิดพริ้วมาจากภาษาวรรณกรรมที่เรียกว่า Mefiction หรือการที่ตัวหนังเองแสดงให้เห็นถึงการเป็นตัวหนังอีกทอดหนึ่ง (หนังซ้อนหนัง) 

By-The-Time-It-Gets-Dark

ในฉากแรกนั้นหนังเปิดฉากให้เห็นบ้านต่างจังหวัดที่ถูกทิ้งร้างไว้ ด้วยองค์ประกอบภาพที่เต็มไปด้วยฝุ่นฟุ้ง เศษซากแห่งความเก่า การถูกทิ้งร้าง บานกระจกแตกเผยให้เห็นทิศทัศน์นอกบ้าน ต้นไม้ใหญ่โต แวดล้อมไปด้วยผืนหญ้าในแบบชนบท ก่อนที่จะมีทีมงานถ่ายหนังนำโดยผู้กำกับ แอน (โสรยา นาคะสุวรรณ) มาบวงสรวงที่ต้นไม้นั้น ก่อนที่ภาพยนตร์จะตัดมาอีกซีนโดยบอกเล่าเรื่องราวของ แอน (วิศรา วิจิตรวาทการ) ผู้กำกับที่นัดนักเขียนรุ่นใหญ่ แต้ว (รัศมี เผ่าเรืองรอง) ผู้เคยเป็นหัวหน้านักศึกษามาสัมภาษณ์ที่บ้านพักต่างอากาศจังหวัดน่านเพื่อหวังทำหนังจากชีวประวัติของเธอ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวในช่วงเวลานั้น แต่ระหว่างเช้าวันหนึ่ง ผู้กำกับถูกขัดคอเล็กน้อยจากพนักงานสาวในร้านอาหารระหว่างที่คุยกันว่า ทำไมคุณไม่ให้นักเขียน เขียนเรื่องราวของตัวเอง การขัดคอเล็กน้อยในซีนนี้ กลับเป็นการตั้งคำถามอันน่าชวนขบคิดว่า “เออ จริงๆ ทำไมไม่ให้เขาเขียนเรื่องราวของตัวเองเลยล่ะ ในเมื่อจะทำเรื่องราวของเขาอยู่แล้ว ซึ่งทำให้หนังเป็นเหมือนเป็นการวิพากษ์ตัวเองเข้าไปอีกที”

สรุปแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่ หนังไทย ที่กลับไปพูดถึง 6 ตุลา อย่างตรงไปตรงมา แต่มันคือภาวะร่วมสมัยของความทรงจำคนยุคหลัง 6 ตุุลา ซึ่งเราเป็นหนึ่งคนในนั้นเช่นกัน เราเกิดไม่ทันเหตุการณ์ ไม่มีส่วนรับรู้ในเหตุการณ์นั้นใดๆ ทั้งสิ้น แต่เมื่อเติบโตศึกษาเรียนรู้ด้วยตัวเองเรากลับตกใจที่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น แถมที่น่าเศร้าก็คือมันยังเป็นเหตุการณ์ที่ไม่สามารถจับคนอยู่เบื้องหลัง อีกทั้งถ้าลองศึกษาเข้าไปอีกว่า คนที่มีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมนั้นก็ยังก็ได้ดิบได้ดี นั่นเป็นภาวะเศร้าสร้อยของประวัติศาสตร์ที่คนรุ่นหลังได้รับรู้ โดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย เพราะมันเป็นเรื่องในอดีตที่ผ่านพ้นมาแล้ว