Biggie I Got a Story to Tell | โนทอเรียส บีไอจี ขอเล่าเอง (2021)

Biggie I Got a Story to Tell (2021)

(Biggie I Got a Story to Tell1)

 

เมื่อปี 2015 มีสารคดีเรื่องหนึ่งที่กลายเป็นที่อื้อฉาวในวงการเพลงเป็นอย่างมาก สารคดีเรื่อง Amy ที่เป็นการนำฟุตเทจต่างๆ ของเอมี่ ไวน์เฮาส์ มารวบรวมในช่วงเวลาที่เธอยังมีชีวิตอยู่ เธอเสียชีวิตจากการเสพยาเกินขนาด สารคดีเรื่องนี้พยายามจะบอกว่าทั้งสื่อและคนรอบตัวคือต้นเหตุที่ทำให้เธอต้องตาย สำหรับวันนี้ผมมี ดูหนังใหม่ออนไลน์ แนวสารคดีที่หยิบเรื่องราวของศิลปินดังมาเล่าก่อนที่เขาจะเสียชีวิตเช่นเดียวกัน เขาคนนี้ไม่ได้เสพยาเกินขนาด แต่ถูกฆ่าตายจากใครบางคนที่ยังจับตัวไม่ได้จนถึงทุกวันนี้ เขาคนนี้คือ “บิกกี้ สมอลล์ ในสารคดีเรื่อง Biggie I Got a Story to Tell โนทอเรียส บีไอจี ขอเล่าเอง”

Biggie I Got a Story to Tell (2021)

Biggie I Got a Story to Tell ภาพยนตร์แนว สารคดี Documentary เป็นผลงานการกำกับของ เอมเมทท์ มาลลอย ที่เคยฝากผลงานสารคดีแนวดนตรีมาแล้วอย่าง The White Stripes Under Great White Northern Lights ในปี 2009 ที่เป็นการติดตามชีวิตของนักร้องแนวคันทรีส์อย่าง อเล็กซ์ เดโบกอร์สกี้ ในวัยชรา สารคดีเรื่องนี้เรียบเรียงเรื่อราวโดย แซม สวีต

(Biggie I Got a Story to Tell2)

หนังสารคดีเรื่องนี้เป็นการนำภาพฟุตเทจที่หายากมากๆ ของ บิกกี้ สมอลล์ หรือ คริสโตเฟอร์ วอลเลซ ที่ได้มาจาก เดเมียน หรือ ดี-ร็อค พ่อบ้านของเขา พร้อมกับฟุตเทจจากเพื่อนสนิทและคนในครอบครัวของเขาในตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่เพื่อให้ได้เห็นอีกด้านหนึ่งของเขาและมุมมองที่เขามีต่อการเป็นศิลปินที่โด่งดัง อีกทั้งยังได้เห็นแรงบันดาลใจและที่มาสำหรับการแต่งเพลงของเขาอีกด้วย สารคดีตัดสลับกับวิดีโอสัมภาษณ์เพื่อนสนิทและคนในครอบครัวเพื่อยกย่องในความอัจฉริยะของเขา ถ้าหากใครไม่รู้จักว่าเขาคือใคร สารคดีก็ได้บอกข้อมูลอย่างครบถ้วน ชื่อเดิมของ บิกกี้ สมอลล์ คือ คริสโตเฟอร์ จอร์จ ลาทอร์ วอลเลซ เกิดเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ปี 1972 บิกกี้ สมอลล์นั้นมีที่มาจากชื่อตัวละครในหนังแนวแก๊งสเตอร์เรื่อง Let’s Do It Again ในปี 1975 เขาคือศิลปินแร็ปเปอร์ชาวอเมริกันที่รู้จักกันในชื่อเต็มๆ ว่า  เดอะ โนทอเรียส บีไอจี เขาเติบโตในบรู๊กลิน เมืองนิวยอร์ก คริสเติบโตมาในชุมชนขี้ยาและพอดีว่าช่วงนั้นยาเสพติดระบาดหนักมากในอเมริกา ทำให้เขาต้องข้องเกี่ยวกับยาเสพติดมาตั้งแต่ยังเด็ก แต่เมื่อเริ่มเป็นผู้เป็นคนขึ้น เขาก็พุ่งเป้าไปเป็นศิลปินแร็ปเปอร์ จนกระทั่งสามารถออกอัลบั้มแรกได้ในปี 1994 ชื่ออัลบั้มว่า “Ready to Die” เขาถือเป็นเบอร์หนึ่งในแนวเพลงอีสต์โคสต์ฮิปฮอป ผลงานของเขาได้สะท้อนวัฒนธรรมนิวยอร์กในช่วงเวลานั้นออกมาได้ดี จนหลายคนขนานนามให้กับงานเพลงของเขาว่าคืองานศิลปะ ในอัมบั้มชุดที่ 2 เขาได้นำเพื่อนสนิมในวัยเด็กมาร่วมงานด้วย ชื่อวงว่า จูเนียร์มาเฟีย และก็ทำให้วงนี้โด่งดังในเวลาต่อมา ซึ่งสมาชิกในวงก็พร้อมมาให้สัมภาษณ์และเขาขอบคุณกับสิ่งที่คริสมอบให้ พร้อมทั้งให้ข้อมูลว่าในช่วงเวลานั้นได้จุดฉนวนให้เกิดความขัดแย้งของศิลปินระหว่างแนวเพลงอีสต์โคสต์และเวสต์โคสต์ฮิปฮอป

Biggie I Got a Story to Tell

(Biggie I Got a Story to Tell3)

ในขณะที่โด่งดังสุดขีดได้ไม่นาน อาชีพศิลปินของเขาก็ต้องจบลงอย่างน่าเสียดาย เมื่อวันที่ 9 มีนาคม ปี 1997 คริส วอลเลซถูกสังหารโดยมือสังหารนิรนามในลอสแอนเจลิส เขาตายหลังจากอัลบั้ม Life After Death ออกขายได้เพียง 15 วัน พร้อมกับกำลังขึ้นชาร์ตอันดับ 1 บนบิลบอร์ด ขณะที่ขนย้ายร่างของเขากลับไปยังบ้านเกิด ฝูงชนในชุมชนต่างออกมาต้อนรับเขา แต่ที่น่าประหลาดใจคือคนเหล่านั้นออกมาเฉลิมฉลองขอบคุณเขาที่มอบความสุขให้ แม้ทุกคนจะโศกเศร้าแต่ก็ต้องยิ้มแย้มส่งวิญญาณของเขาขึ้นสวรรค์ เหมือนกับที่เขามอบรอยยิ้มให้กับแฟนๆ ตลอดมา 

หลังจากดู หนังสารคดีใหม่ เรื่องนี้จบ ผมรู้สึกว่าสารคดีมีฟุตเทจที่หายากก็จริงแต่หนังไม่ได้สำรวจเบื้องลึกจิตใจของศิลปินเท่าที่ควร หรือเรียกง่ายๆ ว่าสารคดีอาจจะเรียบเรียงฟุตเทจได้ไม่ดีนัก ทำให้การขยี้อารมณ์นั้นยังไปไม่ถึงฝั่ง หรือบางทีผมอาจจะคาดหวังว่าจะได้รู้ข้อมูลใหม่ๆ เกี่ยวกับการตายของเขา แต่เปล่าเลย ซึ่งหนังก็ไม่ได้ผิดอะไร เพราะผู้กำกับตั้งใจจะเก็บภาพฟุตเทจเพื่อให้แฟนคลับหายคิดถึงคริสก็เท่านั้น พร้อมกับเป็นการเชิดชูการเป็นศิลปินในตัวเขา ซึ่งหนังก็ทำสำเร็จในความตั้งใจนี้