A Christmas Carol | อาถรรพ์วันคริสต์มาส (2009)

A-Christmas-Carol (2009)

 

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็น หนังชนโรง ที่ตั้งประเด็นสำคัญไว้คือ “เมื่อแก่ไป เราหลงลืมอะไรบางอย่าง” สร้างจากบทประพันธ์ของนักเขียนระดับตำนาน ชาร์ลส์ ดิคเกนส์ โดยผู้กำกับฝีมือดี โรเบิร์ต แซมมัวร์คิส เป็นแอนนิเมชั่นแบบเสมือนคนจริงโดยมีนักแสดงเอกตัวเอกคือจิมส์ แครี่ สุดยอดดาราตลกแห่งการฮอลลีวูด เชื่อว่าหากคุณได้ดูแล้วจะทำให้คุณ ได้ทบทวนอะไรหลายอย่างในชีวิตที่ผ่านมา

A-Christmas-Carol (2009)

A Christmas Carol ภาพยนตร์แนว แอนิเมชั่น Animation เป็นเรื่องราวของ เอบีนีเซอร์ สครูจ (จิม แครีย์) เป็นเจ้าหนี้เงินกู้หน้าเลือดที่เกลียดเทศกาลคริสมาสมาก วันคริสมาสอีฟมีคนมาขอรับบริจาคแต่ถูกสครูจไล่กลับไป เฟรด (โคลิน เฟิร์ท) หลานชายคนเดียวของสครูจมาชวนสครูจไปงานเลี้ยงฉลองคริสมาสก็ถูกสครูจปฏิเสธ บ็อบ (แกรี โอลด์แมน) ลูกจ้างขอลาในวันคริสมาสก็ถูกสครูจขู่หักเงินและสั่งห้ามไม่ให้มาทำงานสายในวันรุ่งขึ้น 

สครูจกลับไปที่บ้านแล้วถูกผีเจค็อบ มาร์เลย์อดีตหุ้นส่วนที่ตายไปเมื่อ 7 ปีก่อนในคืนคริสมาสอีฟมาหลอก ผีเจค็อบมีโซ่ล่ามเต็มตัวแถมถ่วงไว้ด้วยแท่นซีเมนต์ที่เจค็อบบอกว่าเป็นคนล่ามตัวเองเพราะตอนมีชีวิตอยู่เห็นแก่เงิน เจค็อบบอกกับสครูจว่าสครูจจะเจอผี 3 ตัวมาหลอกทุกคืน หลังจากผีเจค็อบจากไป สครูจเจอผีตัวแรกเป็นวิญญาณ(ของตัวเอง)จากอดีตมาในรูปเทียนถือหมวก วิญญาณพาสครูจย้อนกลับไปสมัยยังเด็ก สครูจถูกพ่อทิ้งให้เหงาในวันคริสมาส ต่อมาน้องสาวของสครูจ(แม่ของเฟรด) มาชวนสครูจกลับบ้าน วิญญาณพาสครูจไปวันที่สครูจยังเป็นเด็กฝึกงานได้เต้นรำกับภรรยา ต่อมาพอสครูจร่ำรวยขึ้น สครูจก็เปลี่ยนไปเป็นเห็นแก่เงินจนภรรยาทนไม่ไหว สครูจทนเห็นภาพในอดีตไม่ได้ใช้หมวกดับเทียนวิญญาณ สครูจลอยขึ้นไปในอากาศและตกยังพื้นบ้านของตัวเอง สครูจเจอวิญญาณอีกตัวมาในรูปแบบคล้ายๆเทพถือคบเพลิงมีเคราสีแดงซึ่งเป็นวิญญาณแห่งปัจจุบัน วิญญาณพาสครูจไปที่บ้านของบ็อบ ทิมลูกชายของบ็อบป่วยกำลังจะตาย สครูจพยายามช่วย จากนั้นก็พาไปที่บ้านเฟรดที่กำลังพูดถึงสครูจว่าเป็นเหมือนสัตว์ร้ายแต่เฟรดก็ยังอยากให้ลุงมาร่วมงาน วิญญาณให้สครูจดูชีวิตของเด็กยากจนที่หิวโหยก่อนที่สครูจจะถูกส่งกลับมาที่บ้านมาเจอกับวิญญาณตัวที่สามที่เป็นวิญญาณแห่งอนาคตที่เป็นเงาของสครูจเองตอนที่สครูจตายไปไม่มีใครอยากไปร่วมงานศพ จะไปก็เพื่อไปกินฟรี 

A-Christmas-Carol

เงาพาสครูจไปดูบ้านบ็อบที่เสียทิมลูกชายไป สครูจถูกรถม้าไล่ล่าไป-มาสครูจตัวเล็กลงไปติดอยู่ในห่วงผ้าม่านที่แม่บ้านขโมยมาจากศพของสครูจพร้อมเสื้อผ้าและผ้าห่มเพราะศพของสครูจถูกทิ้งไว้ไม่มีคนสนใจ เงาพาสครูจไปที่หลุมศพของตัวเอง สครูจเริ่มเข้าใจและไม่อยากตายตาเงาผลักสครูจตกลงไปในโลงที่อยู่ในหลุม สครูจตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองยังไม่ตาย สครูจเปิดหน้าต่างถามเด็กที่ลากรถผ่านไปว่าวันอะไร เด็กบอกเป็นวันคริสมาส สครูจให้เด็กไปสั่งไก่งวงตัวใหญ่จากนั้นสครูจก็จ้างรถให้เด็กเอาไปส่งที่บ้านของบ็อบ สครูเปลี่ยนเป็นคนใหม่ออกไปเดินตามถนนทักทายคนไปทั่ว สครูจเจอคนที่มาขอรับบริจาค สครูจบริจาคเงินก้อนใหญ่ชดเชยปีก่อนๆ สครูจไปที่บ้านเฟรดพอดีกับที่เฟรดกำลังทายปัญหา เฟรดกับครอบครัวต้อนรับสครูจ สครูจชวนทุกคนให้ไปฉลองที่บ้านในปีหน้า วันต่อมาบ็อบมาทำงานสายสครูจไม่ได้ว่าอะไรแถมเพิ่มงินเดือนให้และบอกจะดูแลครอบครัวบ็อบ สครูจให้บ็อบไปซื้อถ่านเพื่อมาเพิ่มความอบอุ่นจากที่เมื่อก่อนสครูจขี้เหนียวมาก บ็อบรับเงินไปแบบงงๆ บ็อบเดินออกมานอกร้านเล่าต่อว่าทิมหายจากโรคและสครูจก็กลายเป็นพ่อคนที่สองของทิม ภาพตัดไปบนถนนสครูจให้ทิมนั่งบนบ่าเดินไปตามถนน

หนังเรื่องนี้ทำให้เราได้เห็นว่า คริสต์มาส นอกจากจะเป็นเทศกาลแห่งความสุขที่ตนเองจะได้รับแล้ว ยังเป็นเทศกาลที่ยังมอบความสุขให้กับเพื่อนมนุษย์ด้วย แต่ก็ได้บอกเพิ่มอีกว่า ไม่มีการให้ใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าการให้อภัยตัวเอง หนังเต็มไปด้วยสัญลักษณ์มากมาย ที่เกี่ยวข้องกับความดีความชั่ว ที่สำคัญที่สุดคือสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับปรัชญาหรือหัวใจสำคัญของคริสต์มาส ที่ว่าด้วยความสุขความสัมพันธ์ของครอบครัว การมองโลกในด้านดี การอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และอะไรคือความหมายของความสุขที่แท้จริง เป็น หนังคุณภาพ ที่ให้ข้อคิดแก่เราได้ดีจริงๆค่ะ